ปูนซีเมนต์

วัตถุที่เรียกว่าปูนซีเมนต์หมายถึง สารประกอบอย่างหนึ่งมีลักษณะเป็นผงที่บดละเอียดซึ่งเมื่อได้ผสมกับน้ำตามอัตราส่วนที่พอดีแล้วทิ้งไว้ระยะหนึ่งจะแข็งตัว โดยมนุษย์ในสมัยโบราณได้ค้นพบว่าเมื่อเอาหินบางชนิดมาทำการเผาจนสลายเป็นผงแล้วบดให้ละเอียดแล้วนำมาผสมน้ำทิ้งไว้ชั่วเวลาหนึ่ง ก็จะได้ผลผลิตที่แข็งเป็นก้อน เป็นรูปร่างตามต้องการปูนซีเมนต์ ในปัจจุบันปูนซีเมนต์ทำจากวัตถุดิบที่มีธาตุอะลูมินั่ม หรือซิลิก้า ซึ่งได้แก่ ดินดำ ดินขาว หรือ ศิลาแลง ซึ่งมีธาตุเหล็กมาผสมเข้าด้วยกัน

10.1ชนิดของปูนซีเมนต์

ปูนซีเมนต์แบ่งออกเป็นชนิดต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

10.1.1ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ (Portland cement)

 

วัตถุชนิดนี้พบครั้งแรกที่เมืองปอร์ตแลนด์ ในประเทศอังกฤษ ปูนซีเมนต์แลนด์ประกอบด้วย หินปูน (Limestone) และดินเหนียว (clay) เป็นส่วนใหญ่นอกจากนี้ก็มีเหล็กออกไซด์ (Fe2O3) และโคโลไมต์ (MgCo3) เป็นจำนวนเล็กน้อย ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ธรรมดาในบ้านเราที่ใช้กันทั่วไป (ตราเสือ ตราช้าง ตรางูเห่า) ปกติจะมีสีเทาแกมเขียว (greenish gray) และมันน้ำหนักประมาณ 92 ปอนด์/ฟุต3 เมื่อเผาวัตถุดิบของปูนซีเมนต์ซึ่งได้แก่สารออกไซด์ของธาตุแคลเซียมซิลิกอน อลูมิเนียม และ เหล็ก สารเหล่านี้จะทำปฏิกิริยากันทางเคมีและรวมตัวกันเป็นสารประกอบอยู่ในปูนเม็ด ในรูปของผลึกที่ละเอียดมาก

สารประกอบที่สำคัญของปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์

ชื่อของสารประกอบ                          ส่วนประกอบทางเคมี               ชื่อย่อ

ไตรแคลเซียม ซิลิเกต                               3 CaO. SiO2                             C3S

ไดแคลเซียม ซิลิเกต                                 2 CaO. SiO2                             C2S

ไตรแคลเซียม อะลูมิเนต                           3 CaO. Al2O3                            C3A

เตตตราแคลเซียม อะลูมิโน เฟอไรต์           4 CaO. Al2O3. Fe2O3                C4AF

 

C3S      ทำให้ปูนซีเมนต์มีกำลังรับแรงได้เร็วภายใน 14 วัน

C2S      ทำให้ปูนซีเมนต์มีกำลังรับแรงได้ช้า ความร้อนเกิดขึ้นบ่อย

C3A     ทำให้ปูนซีเมนต์เกิดปฏิกิริยาเริ่มแข็งตัวเกิดความร้อนสูง มีกำลังรับแรงเร็ว

C4AF    มีผลน้อย ให้ความแข็งแรงเล็กน้อยเติมเข้าไปเพื่อลดความร้อนที่เกิดขึ้น

 

 

จำนวนสารประกอบที่อยู่ในปูนซีเมนต์ทำให้คุณสมบัติของปูนซีเมนต์เปลี่ยนไป เช่น ทำให้ปูนซีเมนต์มีกำลังรับแรงเร็วหรือช้า ระยะเวลาการก่อตัวและแข็งตัวอาจเร็วขึ้นหรือช้าลง ความร้อนทีได้จากการปฏิกิริยาระหว่างน้ำกับปูนซีเมนต์อาจสูงหรือต่ำ เป็นต้น

 

ประเภทของปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์  โดยสมาคมทดสอบวัสดุอเมริกัน (ATM.C.150)

(type I-V)และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมของประเทศไทย (ม.อ.ก. 15) แบ่งปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ 5 ประเภทคือ

  1. 1.    ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ธรรมดา (Normal Portland Cement) ใช้สำหรับลักษณะงานธรรมดาที่ไม่ต้องการคุณสมบัติพิเศษ ได้แก่ ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ตราช้าง ตราพญานาคสีเขียว และตราเพชรเม็ดเดียว
  2. 2.    ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ดัดแปลง (Modified Portland Cement) สำหรับใช้ในการทำคอนกรีตที่ต้องการลดอุณหภูมิเนื่องจากสภาพอากาศที่มีอุณหภูมิสูง งานคอนกรีตเหลา หรือผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่เกิดความร้อนและทนซัลเฟตได้ปานกลาง เช่น งานสร้างเขื่อนคอนกรีต กำแพงดินหนา ๆ หรือท่อคอนกรีตขนาดใหญ่ ๆ ตอม่อ ได้แก่ ปูนซีเมนต์ตราพญานาคเจ็ดเศียร
  3. 3.    ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ความแข็งแรงสูงโดยเร็ว (High-Early-Strength-Portland Cement)  หรือปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ปูนซีเมนต์ให้กำลังสูงในระยะแรกมีเนื้อเป็นผงละเอียดกว่าปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ธรรมดา มีประโยชน์สำหรับคอนกรีตที่จะต้องใช้งานเร็ว หรือรื้อแบบได้เร็ว เช่น เสาเข็มคอนกรีต ถนน พื้น และคานที่ต้องถอดแบบเร็ว เป็นต้น ปูนประเภทนี้ ได้แก่ ปูนตราเอราวัญ ตราพญานาคสีแดง และตราสามเพชร
  4. 4.    ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ชนิดเกิดความร้อนต่ำ (Low-Heat Portland Cement) สามารถลดปริมาณความร้อนเนื่องจากการรวมตัวของปูนซีเมนต์กับน้ำซึ่งจะสามารถลดการขยายตัวและหดตัวของคอนกรีตภายหลังการแข็งตัว ใช้มากในการสร้างเขื่อน เนื่องจากอุณหภูมิของคอนกรีตต่ำกว่างานชนิดอื่นไม่เหมาะสำหรับโครงสร้างทั่วไปเพราะแข็งตัวช้า
  5. 5.    ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ชนิดทนซัลเฟตได้สูง (Sulfate-Resistant Portland Cement) ใช้ในบริเวณที่น้ำหรือดิน มีค่าด่างสูง มีระยะการแข็งตัวช้า และมีการกระทำของวัลเฟตอย่างรุนแรง ได้แก่ ปูนซีเมนต์ตราปลาฉลาม

 

นอกจากนี้ยังมีปูนซีเมนต์ชนิดอื่น ๆ อีก เช่น purtland pozzolana cement ซึ่งเหมาะสำหรับงานอาคารคอนกรีตในทะเล ปูนซีเมนต์ผสมซึ่งเป็นปูนซีเมนต์ซิลิกา (ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ธรรมดากับทราย 25 – 30%) ได้แก่ ปูนซีเมนต์ตราเสือ ตรางูเห่า และตรานกอินทรีย์ มีราคาถูกแข็งตัวข้า ไม่ยึดหรือหดตัวเหมากับงานก่ออิฐ ทำถนน เทพื้น ตอม่อ หล่อท่อ เทภาชนะคอนกรีต กระเบื้องมุงหลังคา และตึกแถว เป็นต้น

10.1.2ปูนซีเมนต์ธรรมชาติ (natural cement)

ปูนซีเมนต์ชนิดนี้ทำจากหินที่ขุดได้ในดินซึ่งมีส่วนผสมคล้าย ๆ ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์อยู่แล้ว โดยเอาหินนี้มาเผา แต่การเผาไม่ใช้ความร้อนสูงแบบเผาทำปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ เมื่อเผาแล้วเอาบดเป็นผง ปูนซีเมนต์ชนิดนี้มีคุณภาพแข็งในน้ำได้เหมือนกัน แต่มีกำลังต่ำกว่าปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์มากและมีส่วนผสมไม่แน่นอน เพราะแล้วแต่คุณสมบัติของหินที่ได้จากธรรมชาติ

10.1.3ปูนซีเมนต์พอซโซลานา (pozzolana cement)

ปูนซีเมนต์พอซโซลานาบางครั้งเรียกว่า ปูนซีเมนต์แล็ก (slag cement) ทำโดยเอาปูนขาวและกาก (slag) จากเตาเผาเหล็กหรือพอซโซลานาซึ่งเกิดตามธรรมชาติและพวกหินภูเขาไฟมาผสมกันแล้วบดให้ละเอียด ปูนซีเมนต์ที่ชาวโรมันในสมัยโบราณใช้ก็เป็นปูนซีเมนต์ ประเภทนี้ปูนซีเมนต์ชนิดนี้ไม่แข็งเท่าปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ แต่เมื่อผสมเป็นปูนก่อหรือคอนกรีตแล้วจะเหนียวดี และแตกยากกว่าปูนก่อหรือคอนกรีตที่ผสมด้วยปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ใช้ได้ดีในงานที่อยู่ในน้ำเค็มและเหมาะสำหรับใช้ในน้ำทะเลหรือในที่ชื้นแฉะ เช่น ฐานราก ท่อน้ำ และงานใต้ดินทั่ว ๆ ไป

 

10.1.4ปูนซีเมนต์อะลูมินัส (aluminous cement)

ปูนซีเมนต์อะลูมินัสทำขึ้นครั้งแรกในฝรั่งเศสโดยเอาบอกไซต์ (bauxite) ซึ่งเป็นแร่ที่มีอะลูมินามากและราคาแพงมาผสมกับปูนขาวแล้วเผา หลังจากนั้นนำมาบดให้ละเอียดเช่นเดียวกับการทำปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ปูนซีเมนต์ชนิดนี้ให้กำลังเร็ว คอนกรีตที่ผสมด้วยปูนซีเมนต์ชนิดนี้เมื่อหล่อแล้วได้ 24 ชั่งโมง และมีกำลังเท่ากับคอนกรีตซึ่หล่อด้วยปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ 3 เดือน เสาเข็มคอนกรีตสำเร็จรูปซึ่งหล่อด้วยปูนซีเมนต์ชนิดนี้อาจนำมาใช้ตอกได้เมื่อหล่อได้เพียง 24 ชั่วโมงเท่านั้น

ปูนซีเมนต์ชนิดนี้เมื่อนำไปใช้ในประเทศที่มีภูมิอากาศหนาวมากก็ใช้ได้โดยไม่ต้องป้องกันความหนาวแบบปูนซีเมต์ปอร์ตแลนด์ เมื่อเอาปูนซีเมนต์ชนิดนี้ผสมน้ำจะทำให้เกิดความร้อนมากซึ่งเป็นการป้องกันไม่ให้คอนกรีตแข็งด้วยความเย็นจัดเสียก่อน คอนกรีตซึ่งผสมด้วยปูนซีเมนต์นี้เมื่อแข็งแล้ว (ระหว่าง 4 – 6 ชั่วโมง) ต้องรดน้ำหรือคลุมให้ชื้นอยู่เสมอจนครบ 24 ชั่วโมง เพื่อชดเชยน้ำที่ระเหยไปโดยความร้อนอันเกิดขึ้นในขณะที่คอนกรีตกำลังแข็งตัว

10.1.5ปูนซีเมนต์ซิลิกา (sillica cement)

ปูนซีเมนต์ซิลิกาเป็นปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ซึ่งนำมาผสมกับทรายเพื่อให้ราคาถูกลง โดยบดปูนซีเมต์ปอร์ตแลนด์ชนิดเม็ด 70 เปอร์เซ็นต์ ผสมทราย 30 เปอร์เซ็นต์ และผสมยิปซัมลงไปด้วยเล็กน้อย อังกฤษและประเทศต่าง ๆ ในยุโรปส่วนมากก็ผลิตปูนซีเมนต์ชนิดนี้ขึ้นใช้กันอย่างแพร่หลาย ในประเทศที่ไม่ค่อยมีเชื้อเพลิงธรรมชาติใช้มักนิยมปูนซีเมนต์ชนิดนี้มากเพราะใช้เชื้อเพลิงในการผลิตน้อยกว่าการผลิตปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ มาตรฐานของปูนซีเมนต์ซิลิกาส่วนมาก กำหนดส่วนต่ำสุดของปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ซึ่งใช้ผสมไว้ 50 เปอร์เซ็นต์ ปูนซีเมนต์ซิลิกาในประเทศไทย คือ ปูนซีเมนต์ตราเสือของบริษัทปูนซีเมนต์ไทยจำกัด ปูนซีเมนต์ตรางูเห่า ของบริษัทชลประทานซีเมนต์จำกัด และปูนซีเมนต์ตรานกอินทรีย์ของ บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวงจำกัด

10.2การผลิตปูนซีเมนต์

การผลิตปูนซีเมนต์มีทั้งแบบเผาแห้ง (semi – dryprocess) และแบบเผาเปียก (wet process) ซึ่งกรรมวิธีในการผลิตโดยรวม ๆ จะเหมือนกัน แต่จะต่างกันในขั้นที่ 2 ดังที่จะแสดงในรูปต่อไปซึ่งการผลิตจะมีกรรมวิธีดังต่อไปนี้

ในการผลิตปูนซีเมนต์เผาแห้งมีกรรมวิธีเป็นขั้น ๆ คือ นำวัตถุดิบที่มีธาตุอะลูมินาและธาตุซิลิกาซึ่งมีอยู่มากในดินดำ กับเหล็กซึ่งมีอยู่มากในศิลาแลง มาผสมกันตามสัดส่วน บดให้ละเอียดและนำมาตีกับน้ำจะเป็นน้ำดินแล้วนำไปเผาในหม้อเผา (cement kiln) จนกระทั้งเกิดปฏิกิริยาทางเคมีจับกันเป็นเม็ดเล็ก ๆ ที่เรียกว่า ปูนเม็ด (clinker) เมื่อนำปูนเม็ดไปบดรวมกับยิปซัมก็จะได้ปูนซีเมนต์ตามที่ต้องการ

ในการเตรียมวัตถุดิบตามวิธีนี้ จะต้องนำวัตถุดิบที่จะใช้การผลิตปูนซีเมนต์ ได้แก่ ดินขาว ดินดำ และศิลาแลง มาวิเคราะห์หาส่วนประกอบเพื่อคำนวณหามาตราส่วนที่จะใช้ในการผลิตปูนซีเมนต์ผสม วัตถุดิบดังกล่าวแล้วนำไปตีรวมกันกับน้ำในบ่อเตรียมดิน (wash mill) ให้ละเอียดจนเป็นน้ำดิน (slurry) วัตถุประสงค์ของกรรมวิธีขั้นนี้ก็เพื่อที่จะย่อยดินขาวส่วนที่แข็งมากให้แหลกลงแล้วกรองผลิตผลที่ดีแล้วเพื่อกันเอาส่วนละเอียดไปใช้และควบคุมปริมาณของน้ำไม่ให้มีมากเกินไป เพราะจะทำให้หมดเปลืองเชื้อเพลิงโดยเปล่าประโยชน์ ส่วนกากของดินำไปบดให้ละเอียดใหม่ในหม้อบดดิน (tube mill) แล้วนำมากรองใหม่อีกครั้งหนึ่งอย่างไรก็ตาม ในการเตรียมวัตถุดิบดังกล่าวมาแล้วนี้ส่วนผสมของวัตถุดิบก็อาจจะคลาดเคลื่อนไปได้บ้าง เพราะความชื้นในดินตลอดจนความเปลี่ยนแปลงในส่วนผสมของดินอีกเล็กน้อยจึงต้องกวนน้ำดินที่ได้บรรจุไว้ในถัง (slurry silo) โดยวิธีอัดลมลงไปเป่าให้เดือดพล่านเป็นเวลา 1 คืน แล้วจึงนำมาวิเคราะห์ทางเคมีเป็นครั้งที่สอง ถ้าจำเป็นก็จะได้จัดการผสมน้ำดินนี้ให้ถูกส่วนตามที่ต้องการต่อไป แล้วสูบน้ำดินนี้ไปลงถังพัก (slurry agit tank) ซึ่งมีพายและลมสำหรับกวนและเป่าน้ำดิน เพื่อป้องกันไม่ให้ตกตะกอน และเพื่อให้เกิดความสม่ำเสมอในส่วนผสมให้มากที่สุดที่จะทำได้

ขั้นต่อมาให้เตรียมดินผงโดยเอาหินปูนแห้งมาบดกับดินดำแห้งให้ละเอียดและมีส่วนผสมทางเคมีกวนเข้ากับน้ำดิน เอาน้ำดินและดินผงผสมกันแล้วมาปั้นเม็ดแบบขนมบัดลอย เม็ดดินนี้จะมีความชื้นประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ ถ้าผลิตโดยกรรมวิธีเผาเปียก (wet process) น้ำดินจะต้องมีความชื้นถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ก่อนที่จะป้อนเข้าหม้อเผา ด้วยความชื้นต่ำของน้ำดินและโดยการเพิ่มตระกรันเผาเม็ดดินเข้าอีกชุดหนึ่ง การใช้ความร้อนจากเชื้อเพลิงจะเป็นไปในอัตราต่ำ และมีประสิทธิภาพดีกว่าแบบเผาเปียก ทำให้เชื้อเพลิงที่ป้อนเข้าไปในหม้อเผาปริมาณเดียวกันสามารถเผาปูนเม็ดได้เพิ่มขึ้นอีก 50 เปอร์เซ็นต์ หรือถ้าจะกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าวิธีเผาเปียกใช้ความร้อนประมาณ 1,500 กิโลแคลอรีต่อกิโลกรัม เมื่อใช้วิธีเผาแห้งใช้ความร้อนลดลงเหลือประมาณ 1,000 กิโลแคลอรีต่อกิโลกรัม สูบน้ำดังกล่าวไปเผาในหม้อเผา (cement rotary kiln) ซึ่งวางนอนอยู่บนแท่นคอนกรีตและหมุนรอบตัวเองอยู่บนลูกกลิ้งประมาณนาทีละ 1 รอบ และน้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิง

ภายในหม้อเผาจะมีอิฐทนไฟ (refractory lining bricks) เพื่อเก็บความร้อนไว้ภายในและมีโซ่เป็นชุด ๆ แขวนไว้ทำหน้าที่ต่าง ๆ กันเช่น ชุบน้ำดินที่ไหลผ่านมา แล้วให้ปะทะกับลมร้อนที่จะผ่าออกทางปล่อง ทำให้น้ำระเหยออกจากน้ำดิน ปั้นดินที่น้ำระเหยออกไปบ้างแล้วให้เป็นเม็ดกลม ๆ มีขนาดเท่าปลายนิ้วมือหรือใกล้เคียงกัน เม็ดดินที่ผ่านโซ่เป็นชุด ๆ มานั้นจะถูกเผาให้ร้อนขึ้นเรื่อย ๆ และเมื่อร้อนถึง 800 – 1000 องศาเซลเซียส เม็ดดินก็จะเริ่มคายคาร์บอนไดออกไซด์ออก เมื่อเม็ดดินนี้ร้อนถึงประมาณ 1,450 องศาเซลเซียสก็จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีคือเม็ดดินเปลี่ยนเป็นปูนเม็ดโดยฉับพลัน ปูนเม็ดซึ่งร้อนถึง 1,450 องศาเซลเซียสจะถูกปล่อยลงไปในยุ้งลดความเย็น (cooler) อันเป็นทำเลที่จะพ่นลมเข้าไปในปูนเม็ดเย็นตัวลง เพื่อให้เกิดไตรแคลเซียมซิลิเกต (C3S) มากที่สุดในขณะที่ปูนเม็ดเริ่มแข็งตัวแล้วจึงเก็บปูนเม็ดนี้ไว้ในยุ้ง (storage)

ต่อไปก็นำปูนเม็ดนี้ไปบดให้เป็นปูนซีเมนต์ผงในหม้อบดปูนซีเมนต์ (cement mill) โดยใส่ยิปซัมผสมลงไปด้วยหม้อบดนี้มีเครื่องสามารถตั้งให้จำนวนปูนเม็ดที่บดเป็นปูนซีเมนต์แล้วมีความละเอียดและมีความแข็งตัวตามที่ต้องการด้วยในทุก ๆ ชั่วโมง ซึ่งจะนำตัวอย่างปูนซีเมนต์ที่บดนี้ไปทดลองหาเวลาแข็งตัวและความละเอียดตลอดจนเก็บไว้ส่วนหนึ่งเพื่อรวมกันประกอบเป็นตัวอย่างสำหรับทดลองกำลังการยึดตัวและส่วนผสมทางเคมีของปูนซีเมนต์ที่บดแต่ละตัวด้วย ปูนซีเมนต์ที่บดแล้วนี้นำไปเก็บไว้ในยุ้งเก็บปูนซีเมนต์ (cement silo) โดยอาศัยกำลังลมอัดไป แล้วจะนำมาบรรจุถุงจำหน่ายได้ต่อไป

การอุ่นดินผงให้ร้อนใช้วิธีโปรยดินผงลงทางยอดหอคอยมีถังดักแบบไซโคลนขนาดใหญ่เรียงอยู่เป็นชั้น ๆ เพื่อนำลมร้อนที่ออกจากหม้อเผามาอุ่นดินผงให้ร้อนจัด เป็นการประหยัดความร้อนอย่างดีที่สุด ในกรรมวิธีการผาปูนในปัจจุบันนี้ ความร้อยที่ออกจากไซโคลนนี้ยังจะถูกจัดส่งโดยท่อขนาดใหญ่ ไปอุ่นวัตถุดิบที่มีความชื้นให้แห้งเสียก่อนนำไปเก็บไว้ในยุ้งแบบไซโลอีกด้วย

10.3ชนิดของคุณสมบัติของปูนซีเมนต์ที่ใช้ในประเทศ

ปูนซีเมนต์ที่ผลิตในประเทศไทยมีมากมายหลายชนิด แต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติแตกต่างกันไป ดังรายละเอียดต่อไปนี้

10.3.1 ปูนซีเมนต์ผสมหรือปูนซีเมนต์ซิลิกา

ปูนซีเมนต์ประเภทนี้ได้แก่ ปูนซีเมนต์ตราเสือ ตรางูเห่า และตรานกอินทรีย์

1.ปูนซีเมนต์ตราเสือ คือปูนซีเมนต์ชนิดพิเศษมีทรายประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ บดละเอียดรวมอยู่ด้วยมีคุณภาพทดสอบได้แรงตามมาตรฐานอังกฤษ (ordinary portland cement BSS 12 – 1958)ปูนซีเมนต์ตราเสือนี้ใช้ในงานที่ไม่สู้สำคัญนักไม่ยึดหดมากเมื่อทำคอนกรีตและที่สำคัญคือราคาถูกเนื้องด้วยราคาถูกและมีแรงดีพอสมควรงานอุตสาหกรรมทำกระเบื้องมุงหลังคาทำโอ่งถังส้วม ตอม้อ ฯลฯ ตลอดจนงานสร้างบ้านเอกชนขนาด 2 – 3 ชั้น หรืองานทำถนนในบ้านมักนิยมใช้ปูนซีเมนต์นี้ นอกจากนั้นเมื่อหล่อเป็นคอนกรีตแล้ว ถึงแม้ว่าจะป่มไม่เต็มที่ดังเช่นที่ควรทำในการใช้ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ธรรมดา หรือปอร์ตแลนด์แข็งตัวเร็ว ก็จะไม่ยุ่งยากในเรื่องที่จะมีรอยร้าวลายงา เพราะความยืดหดของปูนซีเมนต์มีน้อย

ปัจจุบันมีการผลิตปูนซีเมนต์ขาดตราเสือออกจำหน่ายโดยบริษัทปูนซีเมนต์ไทยจำกัด ปูนชนิดนี้เป็นปูนซีเมนต์ขาวคุณภาพพิเศษใช้สำหรับงานปูกระเบื้องพื้นและผนังหรืองานยาแยวเซรามิก รวมทั้บงใช้ในงานปูนตกแต่งทั่ว ๆ ไป ปูนชนิดนี้มีคุณสมบัติดังนี้

  1. 1.      เนื้อซีเมนต์ละเอียด เหนียวนุ่ม ยึดเกาะได้ดี คุณภาพเท่าปูนซีเมนต์เทาตราเสือ
  2. 2.      ระยะเวลาแข็งตัวช้า เหมาะสำหรับงานปูกระเบื้องหรืองานตกแต่งที่ต้องใช้เวลานาน
  3. 3.      มีความลื่นในตัว ทำงานง่าย
  4. 4.      ยึดหรือหดตัวน้อย ไม่แตกลายงา ให้ผิวงานที่เรียบร้อย สวยงาม
  5. 5.    มีสารอัลคาไลน์ผสมน้อยมากจึงเหมาะสำหรับการปูกระเบื้องเซรามิกซึ่งดีกว่าปูนซีเมนต์เทา ปูนซีเมนต์ขาวตราเสือ 1 ถุงบรรจุซีเมนต์หนัก 20 กิโลกรัม 1 ถุง ใช้ปูกระเบื้องได้ประมาณ 5 – 6 ตารางเมตร ใช้ยาแนวกระเบื้องเซรามิกได้ประมาณ 80 ตารางเมตร

 

 2.ปูนซีเมนต์ตรางูเห่า  เป็นปูนซีเมนต์ที่ผลิตขึ้นให้มีผลในทางประหยัด และเหมาะสำหรับใช้สร้างอาคาร ตึกแถว งานทำกระเบื้อง หล่อถัง หล่อท่อ เทพื้นคอนกรีด และอาคารคอนกรีตทั่ว ๆ ไป มีคุณภาพตามมาตรฐาน ASTMX340.58T และ federal specification SS – C – 208b ถุงกระดาษที่ใช้บรรจุพิมพ์ด้วยสีน้ำเงิน

การใช้ปูนซีเมนต์ตรางูเห่านี้ มีส่วนผสมที่ทำให้เกิดความเละ เมื่อผสมคอนกรีตแล้วทำให้สะดวกและง่ายในการเทลงแบบเหมาะสำหรับเป็นปูนก่อปูนถือพร้อมกับปูนซีเมนต์ชนิดนี้ก็มีคุณภาพทำให้คอนกรีตรับน้ำหนักได้มากและมีกำลังสูงดีที่สุดสำหรับใช้ในการก่อสร้างตึกแถวพื้นคอนกรีดงานทำโอ่ง ทำกระเบื้อง หล่อถัง และอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กที่ไม่ต้องการกำลังสูงเป็นพิเศษปูนซีเมนต์ชนิดนี้ใช้ได้โดยทั่วไปมีราคาต่ำกว่าชนิดอื่น เป็นที่นิยมในหมู่ช่างผู้รับเหมา และผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างอย่างกว้างขวาง

              3.ปูนซีเมนต์ตรานกอินทรีย์ เป็นปูนซีเมนต์ที่ผลิตขึ้นโดยใช้วัสดุจำพวกซิลิกาบดละเอียดผสมกับปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ เมื่อใช้ทำคอนกรีตปูนก่อ หรือปูนฉาบ จะมีการยึดหดตัวน้อย การแข็งตัว ระยะแรกช้ากว่าปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ตราเพชร แต่เมื่อแข็งตัวแล้วก็จะมีกำลังตามเกณฑ์ปกติเช่นเดียวกัน เหมาะสำหรับทำผลิตภัณฑ์คอนกรีตโดยทั่วไปและงานก่อสร้างที่ไม่เร่งรัดเช่นการสร้างบ้านพักอาศัยทำถนนหรือทางคอนกรีตในบ้านทำกระเบื้อคอนกรีตทั่วไปทำเสาตอม่อ ทำท่อคอนกรีตระบายน้ำ ทำถังส้วมและทำโอ่ง เป็นต้น เมื่อใช้ปูนซีเมนต์ตรานกอินทรีย์ทำคอนกรีตแล้ว แม้จะไม่ได้พิถีพิถันในเรื่องการบ่มเท่าที่ควร ก็ไม่ค่อยจะมีรอยร้าวลายงาเกิดขึ้น เพราะปูนซีเมนต์ยึดตัวหดตัวน้อย นอกจากนี้ก็ยังเกิดความร้อนน้อย จึงเหมาะสำหรับทำคอนกรีตหลา (mass concrete) เช่น ทำเขื่อนกั้นน้ำ เป็นต้น

10.3.2 ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์

(type I) ปูนซีเมนต์นี้ได้แก่ปูนซีเมนต์ตราช้าง ตราพญานาคเศียรเดียว ตราเพชร ตราพญานาค 7 เศียร และตราปลาฉลาม

  1.ปูนซีเมนต์ตราช้าง คือปูนซีเมนต์ชนิดะรรมดาผลิตตามมาตรฐานอังกฤษคือ oridinary portland cement : 1058 และตามมาตรฐานอเมริกัน คือ ASTM.C.150 – 53 type I ใช้ในงานก่อสร้างทั่วไปตามความนิยมของผู้ออกแบบ เพราะแรงที่เกิดขึ้นโดยปูนซีเมนต์ชนิดนี้สม่ำเสมอไม่เปลี่ยนแปลง แรงมากขึ้นหรือน้อยลงตามส่วนของน้ำและปูนซีเมนต์ที่ใส่ลงในคอนกรีตหรือปูนทรายถ้าใช้คอนกรีตที่มีปูนซีเมนต์ไม่น้อยกว่า 350 กิโลกรัม ต่อหนึ่งลูกบาศก์เมตรของคอนกรีต แรงที่เกิดขึ้นใน 14 วันที่บ่มไว้ดีจะขึ้นถึง 75 เปอร์เซ็นต์ ของแรงทั้งหมดเมื่ออายุ 90 วัน

ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์สีขาวตราช้างของบริษัทปูนซีเมนต์ไทยจำกัด มีคุณสมบัติเทียบเท่ากับปูนซีมเมนต์สีเท่าตราช้างของบริษัทเดียวกันวัตถุดิบในการผลิตมีหินสบู่หินและทรายแล้ว โดยนำวัตถุทั้งสามชนิดมารวมกันตามอัตราส่วนแล้วบดให้ละเอียดแล้วนำไปเผาที่อุณหภูมิ 1,500 องศาเซลเซียสจนละลายเข้าด้วยกันและจับเป็นเม็ดเรียกว่าปูนเม็ด ต่อจากนั้นนำไปบดให้ละเอียดอีกครั้งหนึ่งจนละเอียดเป็นแป้งก็จะได้ปูนซีเมนต์ขาวตามต้องการ

ปูนซีเมนต์ขาวใช้ในการทำหินขัด ปูกระเบื้องพื้นห้องน้ำ หรือกรุกระเบื้องฝาผนัง ยาแนวกระเบื้องห้องน้ำ เป็นต้น

โรงงานผลิตปูนซีเมนต์ขาวตราช้างของบริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด อยู่ที่อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี มีกำลังผลิตประมาณ 50,000 ตันต่อปี

             2.ปูนซีเมนต์ตราพญานาคเศียรเดียว เป็นปูนซีเมนต์ชนิดปอร์ตแลนด์มีคุณภาพตามมาตรฐานของอเมริกา คือ federal specification SS.C. 192b และ ASTM.C. 150 – 60  และมาตรฐานอังกฤษ B.s. 12 : 1958 ถุงกระดาษที่ใช้บรรจุปูนซีเมนต์แบบนี้พิมพ์ด้วยสีเขียว

ปูนซีเมนต์ตราพญานาคเศียรเดียวนี้มีคุณภาพสูง เหมาะสำหรับงานคอนกรีตเสริมเหล็กที่ต่องการกำลังสูง ๆ การใช้ปูนซีเมนต์ตรานี้ทำให้ลดค่าใช้จ่ายลง เพราะทุ่นค่าปูนซีเมนตร์มากกว่าใช้ปูนซีเมนต์ตราอื่น ๆ ในท้องตลาด เช่น ถ้าต้องการกำลังคอนกรีต 140 กิโลกรัม ต่อตารางเซนติเมตร (2,000 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว) ตามเทศบัญญัติแล้ว จะใช้ปูนขนาดนี้เพียง 5.5 ถุง (275 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตรคอนกรีต)

              3.ปูนซีเมนต์ตราเพชร  เป็นปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ที่ผลิตตามกำหนดรายการมาตรฐานอเมริกัน ASTM.C.150 type 1 เหมาะสำหรับงานคอนกรีตเสริมเหล็กที่ต้องการกำลังสูงซึ่งใช้ในการก่อสร้างทั่วไปตลอดจนการทำผลิตภัณฑ์คอนกรีตทุกชนิดเช่นทำกระเบื้องกระดาษกระเบื้องคอนกรีตคุณภาพสูง เสาคอนกรีตทุกประเภท ผนังและชิ้นส่วนอาคารสำเร็จรูป และผลิตภัณฑ์คอนกรีตอัดแรงเหล่านี้ เป็นต้น สิ่งก่อสร้างและผลิตภัณฑ์ที่ใช้ปูนซีเมนต์ชนิดนี้จะมีคุณภาพสูง เพราะการแข็งตัวและกำลังที่เกิดขึ้นเป็นไปโดยสม่ำเสมอตามมาตรฐาน

4.ปูนซีเมนต์ตราพญานาค 7 เศียร เป็นปูนซีเมนตร์ปอร์ตแลนด์เมหือน type 1 แต่ผลิตเป็นพิเศษ โดยจะเกิดความร้อนขณะผสมต่ำกว่าชนิดอื่น (moderateheatcement) มีคุณภาพตามมาตรฐาน ASTM.C. 130 – 60 และ B.S.1370 : 1958 ถุงกระดาษที่ใช้บรรจุปูนซีเมนต์แบบนี้พิมพ์ด้วยสีเขียวเช่นกัน

การใช้ปูนซีเมนต์ ปูนซีเมนต์ตราพญานาค 7 เศียรนี้ มีคุณภาพเหมือนกับแบบ 1 แต่ผลิตพิเศษในเชิงเคมีเพื่อให้ปูนซีเมนต์เกิดความร้อนขึ้นช้า ๆ เพียงปานกลางในเมื่อผสมเข้าเป็นคอนกรีตแล้ว ปูนซีเมนต์แบบนี้จึงเหมาะสำหรับงานที่ต้องเทคอนกรีตคราวละมาก ๆ และกำแพงหนา ๆ โดยไม่ทำให้เกิดการแตกร้าว เช่น กำแพงคอนกรีตคราวละมาก ๆ และกำแพงหน้า ๆ โดยไม่ทำให้เกิดการแตกร้าว เช่น กำแพงคอนกรีตกันดินเขื่อนคอนกรีตสูง ๆ เช่น เขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก ถังน้ำประปาและโรงประปาที่สามเสน ก็ได้ใช้ปูนซีเมนต์แบบนี้

               5.ปูนซีเมนต์ตราปลาฉลาม เป็นปูนซีเมนต์ที่ผลิตขึ้นเพื่อใช้ผสมคอนกรีต แล้วจะทำให้มีความแกร่งไม่สึกกร่อนหรือสลายตัวเมื่อคอนกรีตนี้ถูกต้องกับน้ำเกลือเหมาะสำหรับใช้เทในดินหรือในบริเวณที่มีส่วนผสมของน้ำเกลืออยู่ด้วย มีคุณภาพตามมาตรฐานของ federal specification SS.C. 192 b และ ASTM.C. 150 – 6 -  ถุงกระดาษที่ใช้บรรจะปูนซีเมนต์แบบนี้พิมพ์ด้วยสีดำ

การใช้ปูนซีเมนต์ตราปลาฉลามชนิดนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้ในงานคอนกรีตที่อยู่กับดินเค็ม เช่น ชายทะเล ใช้ผสมงานอัดฉีดน้ำปูน (fountion grouting) เข้าไปในฐานรากหิน งานอัดฉีดน้ำปูนเข้าไปในชั้นหิน เป็นการประสารและทำให้รอยร้าวหายไปช่วยเพิ่มกำลังของหินฐานราก

10.3.3ปูนซีเมนต์แข็งตัวเร็ว

(type III) ปูนซีเมนต์ชนิดนี้ได้แก่ ปูนซีเมนต์ตราเอราวัณ ตราพญานาคเศียรเดียวสีแดง ตราสามเพชร

               1.ปูนซีเมนต์ตราเอราวัณ คือ ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ชนิดแข็งตัวและรับแรงได้เร็วผลิตตามมาตรฐานอังกฤษ คือ Rapid hardening portland cement B.S. 12 : 1958 และตามมาตรฐานอเมริกัน คือ ASTM.C.150 – 63 type III

ปูนซีเมนต์ตราเอราวัณนี้เหมาะสำหรับใช้ในงานคอนกรีตหรือปูนทรายที่จะให้รับแรงได้เร็วขึ้น ทุ่นเวลาการถอดแบบรับกำลังได้มาก แต่ต้องบ่มให้ดี ใช้ในงานก่อสร้างที่ต้องการให้คอนกรีตรับแรงได้เร็ว และรับน้ำหนักได้เร็วขึ้น แทนที่จะรอให้คอนกรีตภายหลังการเท 21 วันดังเช่นกรณีใช้ปูนซีเมนต์ตราเสือ หรือรอ 14 วัน เช่นกรณีใช้ปูนซีเมนต์ตราช้างแต่ปูนซีเมนต์ตราเอราวัณลดเวลาเหลือเพียง 7 วันสำหรับใช้เข็มและคานเหลือ 3 วันสำหรับถอดแบบเสาธรรมดา

               2.ปูนซีเมนต์ตราพญานาคเศียรเดียว สีแดง ชนิดแข็งตัวเร็ว เป็นปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ชนิดที่ผลิตขึ้นใช้กับคอนกรีตที่ต้องการให้แข็งตัวเร็วและรับน้ำหนักได้เร็วกว่าปูนแบบอื่นมีคุณภาพตามมาตรฐาน ASTM.C 150 – 50 และ B.S. 12 : 1958 ถุงกระดาษที่ใช้บรรจุปูนซีเมนต์แบบนี้พิมพ์ด้วยสีแดง

ปูนซีเมนต์ตราพญานาคเศียรเดียว สีแดง ชนิดแข็งตัวเร็วนี้มีส่วนประกอบในปูนซีเมนต์ ซึ่งเมื่อใช้ผสมในคอนกรีตแล้วจะทำให้แข็งตัวเร็วขึ้น และรับน้ำหนักได้เร็วกว่าใช้ปูนซีเมนต์ชนิดอื่น ปูนซีเมนต์แบบนี้เหมาะสำหรับใช้ในงานหล่อฐานรากที่มีน้ำซึมงานคอนกรีตที่เทในน้ำ งานหล่อเข็มคอนกรีตและงานหล่อเสาไฟฟ้าสูง ๆ เป็นต้น เพราะถอดแบบได้เร็วกว่าใช้ปูนซีเมนต์ชนิดอื่น

              3.ปูนซีเมนต์ตราสามเพชร  เป็นปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ที่เกิดแรงสูงเร็วผลิตตามกำหนดรายการมาตรฐานอเมริกัน ASTM.C.150 type 111 ปูนซีเมนต์ชนิดนี้มีเนื้อละเอียดกว่าปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ธรรมดา จึงเกิดแรงสูงเร็วกว่า เหมาะสำหรับใช้ในการก่อสร้างที่ต้องการกำลังสูงและต้องกระทำอย่างเร่งรีบเช่นทำเสาเข็มคอนกรีตให้ใช้ตอกลงดินได้เร็วใช้หล่อคานหรือเสาให้ถอดแบบได้เร็ว และใช้ทำสิ่งก่อสร้างเพื่อให้ใช้งานได้เร็ว เป็นต้น

ประตู

การพูดถึงประตูบ้าน จะหมายถึง “ประตูรั้ว” กับ “ประตูเข้าบ้าน” จะต้องพิจารณาทั้งสอง
ประตูนี้ การวางตำแหน่งของประตูบ้าน จะมีหลักเกณฑ์มากมาย ได้แก่

 

1. วางประตูรับกระแสวิ่งเข้า การกำหนดตำแหน่งของประตู โดยเฉพาะประตูรั้วจะต้องดู
กระแสวิ่งเข้าเป็นหลัก โดยในตำราฮวงจุ้ยจะระบุเอาไว้ว่า “กระแสวิ่งซ้าย ให้เปิดประตูด้านขวา กระแส
วิ่งขวา ให้เปิดประตูด้านซ้าย” หลักการพิจารณากระแสวิ่งเข้าก็ไม่ยากครับ ให้นึกถึงเวลาขับรถ กระแส
ที่วิ่งเข้าก็คือ กระแสที่วิ่งเข้าก็คือ กระแสที่รถวิ่งเข้าสู่ตัวบ้าน นั่นเอง

 

2. ประตูอยู่ตำแหน่งมังกร ถ้านำหลักเสือขาว-มังกรเขียว มาพิจารณาตำแหน่งประตูเข้าบ้าน
(ประตูรั้ว) จะต้องอยู่ด้านซ้ายของบ้านเสมอ เพราะตำราฮวงจุ้ยจะถือว่า ตำแหน่งมังกรเป็นตำแหน่ง
ใหญ่ การทำเป็นประตูทางเข้าถือว่าเป็นมงคล จะดีกว่าการเปิดประตูทางเข้าในตำแหน่งเสือขาว หรือ
ด้านขวาของบ้าน

 

3. ประตูเข้าอยู่กลาง การวางตำแหน่งประตูทางเข้าไว้ตรงกลางจะเหมาะกับบ้านหลังใหญ่เท่า
นั้น เพราะหลักฮวงจุ้ยจะห้ามเอาไว้ว่า กระแสที่วิ่งมาจากประตูทางเข้า ห้ามชนตัวบ้าน ถ้าบ้านมีพื้นที่
น้อย แล้ววางประตูอยู่ตรงกลาง โอกาสที่กระแสจะวิ่งชนตัวบ้านก็มีสูง

 

4.ประตูรั้วห้ามตรงกับประตูบ้าน เมื่อได้ตำแหน่งของประตูรั้วแล้ว การพิจารณาประตูเข้าสู่
ตัวบ้านจะต้องเลือกวางประตูไม่ให้ตรงกับประตูรั้ว เพราะเป็นกฎข้อห้ามในทางฮวงจุ้ย เนื่องจากกระแส
จะวิ่งเป็นเส้นตรงเข้าสู่ตัวบ้าน ถือเป็นกระแสที่ร้าย ห้ามวางอย่างเด็ดขาด ตำแหน่งที่ดีก็คือ ประตูเข้า
บ้านจะต้องอยู่เฉียงกับประตูรั้ว

 

5. บริเวณหน้าประตูต้องโล่ง หน้าประตูใหญ่เข้าบ้าน ถ้าเป็นสนามหรือมีที่โล่ง จะถือว่าดีมาก
เพราะบริเวณที่โล่งหน้าประตูบ้านก็คือ “เหม่งตึ้ง” หรือลานรับพลังนั่นเอง ตำราฮวงจุ้ยเขียนไว้ชัดว่า
หน้าประตูห้ามอุดตัน หรือมีสิ่งปิดบัง เช่น ต้นไม้ใหญ่ บริเวณหน้าประตูที่ดีจะต้องให้แสงแดดส่องถึง
มีลมพัดผ่านได้ดี บ้านนั้นก็จะรับแต่สิ่งดี ๆ เข้าบ้าน

 

6. หลีกเลี่ยงการวางตำแหน่งประตูอยู่ข้างบ้าน แบบบ้านส่วนใหญ่มักวางตำแหน่งประตูเข้า
บ้านให้หันมามาหน้าบ้าน มากกว่าจะวางประตูเข้าไว้ทางด้านข้างของบ้าน ประตูที่หันหน้าไปสู่ถนน
หน้าบ้านจะรับกระแสเข้าได้ดีกว่า

 

7. ประตูเข้าบ้านห้ามมี 2 ประตู นี่เป็นกฎข้อห้ามอีกข้อหนึ่ง เพราะในทางฮวงจุ้ยถือว่าการ
มีประตูทางเข้าบ้าน 2 ประตู เท่ากับมี 2 ปาก จะเก็บทรัพย์ไม่อยู่

 

8. ขนาดของประตูต้องสมดุลกับตัวบ้าน ประตูจะใหญ่จะเล็กต้องขึ้นอยู่กับตัวบ้านเป็นหลัก
ประตูถ้าเล็กเกินไป จะทำให้กระแสชี่ไหลเข้าไม่สะดวก ถ้าประตูใหญ่เกินไป กระแสชี่ก็จะกระจายออก
เก็บรักษาชี่ไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่ประตูเข้าบ้านถ้ามีขนาดใหญ่จะดีกว่าเล็ก

 

9. การกำหนดทิศของประตู การที่ประตูจะหันไปทิศทางไหน ทิศของประตูที่ดีในตำราบอกว่า
ทิศใต้ดีที่สุด เพราะทิศใต้เป็นทิศของทรัพย์หรือโชคลาภ นอกจากนี้ยังเป็นทิศทางลมที่ดีอีกด้วย รองลง
มาก็เป็นทิศตะวันออก ซึ่งเป็นทิศของมังกร เป็นทิศที่แสงจะส่องตอนเช้า ส่วนทิศไม่ดีก็คือ ทิศเหนือ
ซึ่งเป็นทิศที่นำโรคภัยมาให้ เพราะเป็นทิศอับลม ฤดูหนาวก็นำลมแห้งมาสู่บ้าน มีแต่เรื่องเจ็บป่วย
ตลอดปี

 

10. ประตูควรเปิดเข้าหรือเปิดออก การเปิดประตูในลักษณะเปิดเข้าย่อมดีที่สุด เพราะกระแส
จะไหลอย่างราบรื่น แต่ในปัจจุบันประตูบ้านส่วนใหญ่จะเปิดออก เพราะต้องทำประตูเหล็กดัดอีกชั้น
หนึ่ง ถ้ามองประเด็นนี้ก็ไม่น่าจะเสียหายอะไรมาก ถ้าประตูจะเปิดออก เรื่องความปลอดภัยน่าจะ
สำคัญมากกว่าความสะดวกในการเข้าบ้าน

 

โดย อ.มาโนช ประภาษานนท์ 

 
 

 

 

 

 

น่ารู้เรื่องเสาเข็ม

โครงสร้างเสาเข็ม

1. เสาเข็มตอกทั่วไป ซึ่งจะมีหน้าตาต่าง ๆ กันไป ในบางทีก็อาจจะเป็นสี่เหลี่ยม หรือบางทีก็จะเป็นหกเหลี่ยม และบางทีก็จะเป็นรูปตัวไอ ซึ่งทุกอย่างก็จะมีหน้าตัดตันทั้งต้นก็มีและเวลาตอกก็ตอกลงไปง่าย ๆ อย่างที่เราเห็นกันโดยทั่วไป เป็นต้น
2. เสาเข็มกลมกลวง ส่วนมากก็จะเป็นเสาเข็มที่สามารถรับแรงได้มากกว่าเสาเข็มแบบแรก เพราะจะสามารถ ทำให้โตกว่าได้นอกจากนั้นยังผลิตโดยการปั่นหมุนคอนกรีตให้เสาเข็มออกมากลมและกลวง ซึ่งเวลาติดตั้ง ส่วนใหญ่ก็มักที่จะขุดเป็นหลุมก่อน แล้วกดเสาเข็มลงไป เพื่อให้ถึงระดับที่ต้องการจึงจะเริ่มตอก
3. เสาเข็มเจาะแบบแห้ง ซึ่งก็จะเป็นระบบเสาเข็มเจาะขนาดเล็ก และส่วนใหญ่แล้วก็จะลึกไม่เกิน 20 เมตร ก็จะแล้วแต่ ระดับชั้นทรายที่สามารถรับน้ำหนักต่อต้นได้ไม่เกิน 120 ตัน 
4. เสาเข็มเจาะแบบเปียก ส่วนเสาเข็มประเภทนี้ก็จะทำเหมือนเสาเข็มเจาะแบบแห้ง แต่เวลาขุดดินนั้นก็จะขุดลึก ๆ แล้วใส่สารเคมีลงไปด้วย นั่นก็เพื่อเป็นการเคลือบผิวหลุมดินที่เจาะ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นตัวยึดและประสานดินและดันดินไม่ให้พังทลายลงเวลาที่เจาะลงไปลึก ๆ ซึ่งสามารถเจาะได้ลึกถึงกว่า 70 เมตรเลยทีเดียว นอกจากนั้นก็สามารถรับน้ำหนักได้มากและเกิดมลภาวะน้อย ส่วนในเรื่องของราคาก็จะราคาแพง ส่วนการเลือกว่าจะใช้เข็มแบบไหนดีนั้นต้องตั้งข้อสังเกตดูถึงปัญหาก่อน แล้วจึงนำมาเปรียบเทียบกันถึงความจำเป็นและความเป็นไปได้ของแต่ละระบบ ในแต่ละงานโดยที่จะยึดถือตามความน่าจะเป็นและความเหมาะสมนั่นเองค่ะ
และนี่ก็เป็นเรื่องรอบรู้เรื่องบ้าน ที่ทางเราได้นำมาฝากเพื่อน ๆ ที่กำลังค้นคว้าหาเรื่องเสาเข็มเพื่อจะใช้ในการสร้างบ้าน ตึก หรืออาคาร มาฝากกันค่ะ